Silhouette....Kenny G Live

posted on 23 Nov 2009 01:00 by songs4u  in EasyListening

 silhouette

แอบย่องมานั่งเขียนบล็อกตอนดึกๆ บรรยากาศดูเงียบและเย็นแบบจับใจ ช่วงนี้อากาศค่อยๆเข้าสู่ฤดูหนาว ท้่องฟ้าดูมืดครื้มทั้งวัน ผมนึกถึงเพลงแซ็กโซโฟนหวานๆเย็นๆของKenny G เพลงที่ผมชอบมากเพลงหนึ่งซึ่งเป็นเพลงเด่นประจำตัวของKenny G...คือ Silhouette...โดยเฉพาะในอัลบั้มการแสดงสดเมื่อ ปี 1989 อัลบั้ม Kenny G Liveเพลงนี้เดิมก็เป็นเพลงช้าออกแนวหวานซึ้งอยู่แล้ว การนำเทคนิคการเป่าแบบลากยาวที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของKenny G มาใส่ในคอนเสิร์ตก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกในเพลงยิ่งออกมาซึ้ง แม้หลายๆคนจะบอกว่า เพลงของKenny Gนั้นมันหวานเกินจนเลี่ยน แซ็กโซโฟนอะไรเป่ามาแล้วหวานจนเว่อร์.สำหรับผมกลับชอบเพราะเพลงแบบนี้เหมาะกับการใช้เปิดเบาำๆตอนอ่านหนังสือ ผมซื้อคลาสเซ็ตเพลงของKenny GชุดSilhouetteที่ออกมาตอนปี 1986มาเปิดฟังช่วงเช้าตอนนั่งอ่านหนังสือประจำสมัยเรียนมัธยม ความเห็นของผมกับเพลงของKenny Gจึงออกมาแนวเชียร์เพราะตัวเองชอบ เท่าที่ตามฟังมาเรื่อยๆผมก็ยังชอบกับจุดเด่นของเพลงที่ยึดตามแนวเดิม......

ช่วงนี้ผมค้นเพลงเก่าๆมานั่งฟัง จิตใจไม่ค่อยสนใจเพลงใหม่ๆเท่าไหร่ คงเป็นเพราะวัยเริ่มให้แล้วครับ บางครั้งการให้เวลาว่างกับตัวเองได้ลองกลับไปยังบางช่วงของชีวิต ดื่มด่ำกับความทรงจำช่วงนั้น ทำให้ชีวิตรู้สึกว่ากระปรี้กระเปร่าขึ้น.....

 



แถมการแจมสดของศิลปินคู่ที่ผมชอบมากๆ ผมดูหลายรอบแล้วเชื่อว่าเป็นการแจมแบบไม่ได้เตี้ยมกัน เอาอารมณ์เพลง เอาเซนส์มาดั้นกันสดๆ ....สมกับคำว่า..ดนตรีนั้นไม่มีพรมแดน มีเพียงใจกับใจเท่านั้น จริงๆ..เพลงนี้ชื่อว่า....Besame Mucho

 



Kenny G Live

It Might Be You (Theme from 'Tootsie').....Stephen Bishop

posted on 18 Nov 2009 00:53 by songs4u  in SoundTrack

 waiting For you

แม้ช่วงนี้จะไม่มีเทศกาลโรแมนติกอะไรเลย การที่คนๆหนึ่งจะนึกอยากฟังอยากฮัมเพลงสักเพลงที่เกี่ยวกับความรักนั้นในเวลาค่อนคืนแบบนี้ คงเป็นเพราะความไพเราะของเพลงที่ติดตรึงฝังใจมานาน เพลงรักยอดฮิตเพลงหนึ่งในยุคปี80ใกล้90นั้นมีอยู่เพลงหนึ่งที่ผมแค่เปิดอินโทรเพลง ใครที่อายุสามสิบขึ้นจะฮัมต่อและบอกได้ว่าเพลงอะไรโดยเฉพาะเป็นเพลงประกอบหนังเรื่องอะไร หนังเรื่องนี้มีชื่อเรื่องที่บ้านเรานำมาใช้เรียกผู้ชายที่แต่งตัวเป็นหญิงว่า..."ตุ๊ด" หรือ "ตุ๊ดซี่".....หนังเรื่องนี้ผมจำได้รางๆว่าเป็นเรื่องของผู้ชายที่จำต้องแต่งเป็นหญิงด้วยเรื่องของปากท้องจนมาพบผู้หญิงที่ถูกใจ เป็นบทแสดงของดัสติน ฮอฟแมน(Dustin Hoffman)... หนังเรื่อง"Tootsie"นั้นเป็นหนังเก่าเมื่อปี 1982 ...นับถึงวันนี้เกือบ 27 ปีแล้ว เพลงนี้ยังมีคนเปิดฟัง เปิดตามสถานีวิทยุบ้าง มีศิลปินหน้าใหม่นำมาร้องใหม่บ้าง แถมยังเป็นเพลงฮิตยอดนิยมนำไปเปิดตามงานแต่งงานของยุค80ด้วย

เมื่อคืนนั่งเขียนทิ้งไว้แล้ว จู่ๆคอมก็เกิดอาการไม่อยากให้ใช้งาน ผมเลยยกยอดมาเขียนต่อคืนนี้.....เคยฟังเพลงนี้มาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ยังได้ความรู้สึกดีๆกลับไปทุกครั้งที่ฟังจบ.ความลงตัวข้อแรกที่ทำให้เพลงนี้ฟังกี่ครั้งก็ไม่เบื่อคือ การเลือกธีมที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น อินโทรด้วยเสียงกีต้าร์,เปียนโนกับอิเล็คโทนให้ความรู้สึกของการรอคอย รอคอยอย่างอ่อนล้า รอคอยอย่างไม่รู้ว่ามีสิ่งที่รอหรือไม่ .ดนตรีจากการเขียนของDave Grusinนั้นสื่อความหมายของเนื้อเพลงได้อย่างสอดคล้อง สื่อความหมายตั้งแต่การเริ่มต้นอย่างไม่รู้จุดหมายจนมาถึงการพบจุดหมายที่ค้นหา ดนตรีทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม เสียงร้องของStephen Bishopก็เป็นเสียงร้องที่ให้ความรู้สึกสดใสอบอุ่น ซึ่งก็ตรงกับเพลง ถ้าเลือกนักร้องเสียงใหญ่กว่านี้ เพลงนี้คงไม่น่าฟังเท่านี้....มาถึงเนื้อเพลง ส่วนนี้อมตะจริงๆ ต่อให้อีกสิบปี ผมเชื่อว่าก็ยังมีคนชอบเพลงนี้...เหมือนผม.เนื้อเพลงสวยงามมาก ไม่แปลไม่เล่าดีกว่า ลองคอยๆอ่านพร้อมกับนั่งฟังเพลงไปด้วย ได้อารมณ์มากกว่า

ถ้าคุณพบแล้วคนที่คุณกล้าบอกกับตัวเองว่า...It Might Be You และกล้าบอกเธอด้วยประโยคนี้ ขอให้ถนอมความรักอันงดงามนี้ไปตราบนานเท่านาน หล่อเลี้ยงหัวใจทั้งสองด้วยความรักและความเข้าใจ เรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน แล้วคุณจะรู้ความหมายที่แท้จริงของความรักและชีวิตคู่ ขอความรักของคุณมีแต่ความสดชื่นสมหวัง ราตรีสวัดิ์ครับ

 It Might Be You (Theme from 'Tootsie')....Stephen Bishop

Time... I've been passing time watching trains go by
All of my life...
Lying on the sand, watching seabirds fly
Wishing there would be
Someone waiting home for me...

Something's telling me it might be you
It's telling me it might be you...
All of my life...

Looking back as lovers go walking past...
All of my life
Wondering how they met and what makes it last

If I found the place
Would I recognize the face?
Something's telling me it might be you
Yeah, it's telling me it might be you

So many quiet walks to take
So many dreams to wake
And we've so much love to make

I think we're gonna need some time
Maybe all we need is time...
And it's telling me it might be you
All of my life...

I've been saving love songs and lullabies
And there's so much more
No one's ever heard before...

Something's telling me it might be you
Yeah, it's telling me it must be you
And I'm feeling it'll just be you
All of my life...
It's you..
It's you...
I've been waiting for all of my life...

Maybe it's you...
Maybe it's you...
I've been waiting for all of my life...

Maybe it's you...
Maybe it's you...
I've been waiting for all of my life...

Repeat to fade...



ภาพการแสดงสดของStephen Bishop



ภาพมิวสิควีดีโอในยุคนั้ัน..ดั้งเดิมเลย

It Might Be you,Tootsie

In My Life....Patti Austin

posted on 14 Nov 2009 23:29 by songs4u  in JazzRoom

 

ผมมานั่งเขียนบล็อกก่อนจะไปอาบน้ำเข้านอน มีเวลาไปอ่านบล็อกเก่าๆที่เคยเขียนไว้ชวนให้คิดถึงนักร้องแจ๊สสาวร่างท้วมเสียงนุ่มนวลชวนฝันคนนี้....Patti Austin เพลงที่ผมนำมาเขียนไว้นั้นเป็นเพลงในฃ่วงที่ผมกำลังมีความสุขมากกับเพลงร้องแนวแจ๊ส ตอนนั้นเป็นวัยรุ่นที่เริ่มกระแดะมาฟังแจ๊สในขณะที่ตลาดคนฟังเพลงยังไม่ค่อยมีคนฟังมากนัก ผมรู้จักป้าPatti AustinจากเพลงรับเชิญของSadao Watanabe....Front Seat ปี1989(ราวๆปี 2532)ซึ่งจริงๆในบ้านเราเริ่มมีเพลงของSadaoให้ฟังให้ซื้อคลาสเซ็ตก็เกือบปีหลังอัลบั้มออก จากนั้นเมื่อมีอัลบั้มของป้าPatti Austinออกมาจริงๆ ผมเลยตัดสินใจซื้อมาฟังทันทีหลังที่เห็นคลาสเซ็ตเพลงอัลบั้มชุดนี้....Love Is Gonna Getcha..ออกมาในปี 1990 แต่ผมได้เห็นคลาสเซ็ตในร้านขายตอนหลังอัลบั้มออกมาแล้วสองปี พร้อมๆกับได้ฟังผ่านทางสถานีวิทยุFM 100

ผมหลงใหลดนตรีแนวป๊อปแจ๊สยุค 90 ทำดนตรีออกมานุ่มนวลชวนฝันมากๆ ดนตรีซอฟท์ตรงใจผมจริงๆ สำหรับเพลง In My Lifeนั้น ดีไซน์ดนตรีได้ตรงคอนเซ็ปท์เพลง ผมฟังกี่รอบก็รู้สึกใจละลายทุกที เสียงนักร้องอย่างป้าPatti Austinนั้นหาฟังในยุคนี้ได้น้อยครั้งมาก เสียงกลางออกแหลมแต่พอขึ้นเสียงสูงไปอีกหน่อยก็แสดงพลังได้อย่างเนื้อเสียงไม่ขาด เต็มเสียง อารมณ์เพลงที่ถ่ายทอด บอกความรู้สึกของผู้หญิงที่พบคนที่มาเติมเต็มหัวใจเติมเต็มชีวิต เป็นเพลงเป็นเสียงดนตรีที่ให้ความสุขความมีชีวิตชีวา....การผ่อนหนักผ่อนเบาเสียงในบางคำเป็นลูกเล่นที่ช่วยให้คนฟังเข้าถึงอารมณ์ตรงนี้ได้ง่ายขึ้น บางท่อนที่เสียงร้องลากต่อไปอีกหน่อยก็ยิ่งช่วยให้เพลงดูอบอุ่นขึ้นอีก.....ในเพลงนี้มีการใช้ลูกเล่นเพื่อดึงบรรยากาศเพลงให้ออกมาซอฟท์ ออกมาวอร์ม ฟังแล้วติดใจจริงๆ

ชีวิตที่ค้นพบคนที่เป็นจิ๊กซอว์และได้เติมเต็มชีวิตของกันและกัน คงเป็นชีวิตที่่มีชีวิตชีวา มีความสุข .ถ้าคุณพบแล้ว ได้อยู่ร่วมกันแล้ว ก็อยากให้ประคองหัวใจประคองชีวิตกันตราบนานเท่านาน...มีความสุขกับคนข้างๆคุณนะครับ ฝันดีครับ

 In My Life
Although music is sweet
But the song incomplete
Now in my life,
Boy in my life
Something is missing

It's the truth, yes it's true
Still there's no me and you
Here in my life
Boy in my life
Something is missing

In my life there ain't no melody oh no
In my life there ain't no harmony
To let me sing a song
All I need is a cue when I'm waiting for you
Boy in my life
You are the melody
Coz in my life
You are the song

Baby, in my life
You are the song
You are my melody
To me baby, in my life
You are my song



Patti Austin

ขอบคุณภาพจากบล็อกๆหนึ่งในExteenนี่แหละครับ เซฟเก็บภาพแล้วกลับลืมชื่อเจ้าของบล็อก ถ้าเจ้าของบล็อกผ่านมาก็ได้โปรดให้อภัยของสมองน้อยๆของคนสูงวัยคนนี้ ทั้งที่ใจจริงไม่ได้ลืมความอนุเคาระห์ของท่านเจ้าของบล็อกเลยครับ...ขอบคุณจากหัวใจดวงน้อยๆนี้ครับ

Through The Fire.....Chaka Khan

posted on 11 Nov 2009 22:40 by songs4u  in JazzRoom

 

เพลงแจ๊สเย็นๆที่เล่าเรื่องความรัก น่าจะเหมาะกับอากาศที่ย่างเข้าหน้าหนาว เป็นเพลงเก่าอีกเพลงที่ผมชอบ ฟังครั้งแรกจากอัลบั้มซีดีรวมเพลงที่David Fosterคัดเลือกให้บริษัท WEAนำมาทำอัลบั้ม ในปี 1996 ชื่อว่า...A Touch Of David Foster โดยDavid Fosterเป็นผู้เลือกเพลงที่เขาอยากให้นักฟังเพลงทางเอเซียได้ฟัง เพื่อจะได้รู้จักความเป็นDavid Foster.ครั้งแรกที่ฟังสะดุดหูกับเสียงนักร้องคนนี้ Chaka Khan ไม่เคยรู้จักมาก่อน เสียงเธอใส แบบว่าเคลียร์มากๆ เนื้อเสียงใสแต่ไม่บาง มีความอวบอิ่มในเนื้อเสียง ฟังปุ๊ปรู้เลยว่า....มืออาชีพจริงๆ ถ้าอยากรู้ว่าเธอนั้นมีคุณภาพขนาดไหนก็ลองตามเข้าไปอ่านประวัติย่อๆสั้นในWikipedia...เรียงรายไปด้วยรางวัลแกรมมี่ตั้งหลายรางวัล...สำหรับดนตรีนั้นเป็นฝีมือของDavid Foster ยังมีเอกลักษณ์ความเป็นตัวเขาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการใส่เสียงซินธิไซเซอร์แบบระยิบระยับสอดแทรกเป็นแบ็คกราวน์อย่างพอดิบพอดี ไม่กวนเสียงร้อง ไม่กลบเสียงเครื่องดนตรีหลัก ผมว่าเป็นลายเซ็นต์ของเขาชัดๆ

เพลงนี้เป็นอัลบั้มชุดที่สองของChaka Khanนักร้องแจ๊ส...อัลบั้ม I Feel For Youในปี 1984 ได้David Fosterมาช่วยทำดนตรีและโปรดิวส์ให้ เนื้อเพลงนี้ก็เป็นการเขียนเนื้อร้องจาก Chaka Khanเอง.....เนื้อเพลงมีความหมายดีมาก เล่าถึงการตัดสินใจของผู้หญิงคนหนึ่งที่พร้อมจะสร้างความรักเพื่อเยียวยาหัวใจของผู้ชายคนหนึ่ง เธอรู้ถึงบาดแผลความกลัวในหัวใจของเขา มีเพียงเวลาที่รักษาบาดแผลนี้และเธอยินดีจะเป็นผู้สมานแผลในหัวใจเขา เธอพร้อมจะเผชิญทุกอย่าง หนทางข้างหน้านั้น เธอก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง เธอพร้อมจะเสียงกับทุกสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า ทุกสิ่งที่ตามมาหลังจาการตัดสินใจของเธอ แม้จะต้องพบกับความลำบากทุกข์ทนอย่างที่เพลงเปรียบว่า...Through The Fire...เธอก็พร้อมจะทน......แม่พระของผม ความรักในมุมมองคนยุค80นั้น ช่างงดงาม หวานหยดย้อย ละมุนละไม บรรยายไม่ถูก ลองดูเด็กยุคใหม่มองว่าความรักคือการที่คนอื่นต้องมาเอาใจ มาเสียสละเพื่อให้เขามีความสุข มันพลิกกลับกับคนที่ผ่านโลกเจนโลก...ที่มองอีกแบบ

ถ้าใครโชคดีพบคู่ที่เป็นเหมือนเพลงนี้ ก็ขอให้รักกันนานๆ ประคองความรักให้ผลิบานไปนานๆ...ฝันดีครับ

Through The Fire...Chaka Khan

I look in your eyes and I can see
We've loved so dangerously
You're not trusting your heart to anyone
You tell me you're gonna play it smart
We're through before we start
But I believe that we've only just begun

When it's this good, there's no saying no
I want you so, I'm ready to go

CHORUS:
Through the fire, to the limit, to the wall
For a chance to be with you
I'd gladly risk it all
Through the fire
Through whatever, come what may
For a chance at loving you
I'd take it all the way
Right down to the wire
Even through the fire

I know you're afraid of what you feel
You still need time to heal
And I can help if you'll only let me try
You touch me and something in me knew
What I could have with you
Now I'm not ready
to kiss that dream goodbye

When it's this sweet, there's no saying no
I need you so, I'm ready to go

CHORUS

Through the test of time

CHORUS

To the wire, to the limit
Through the fire, through whatever
Through the fire, to the limit
Through the fire, through whatever
Through the fire, to the limit
Through the fire, through whatever 




 
A Touch Of David Foster

MY HEART BELONG TO YOU....Peabo Bryson

posted on 07 Nov 2009 22:44 by songs4u  in EngSongs

 love

ตอนนี้ก็ย่างเข้าหน้าหนาวแล้ว อากาศเย็นสบายๆ ชวนให้ผมคิดถึงเพลงเย็นๆสบายๆ ค่ำคืนนี้ผมได้ยินเสียงร้องของPeabo Brysonค่อยๆผลุดขึ้นมากลางหัว เป็นเสียงร้องของเพลงนี้...เสียงร้องของหนุ่มผิวสีรุ่นใหญ่ เสียงออกทุ้มๆฟังแล้วสบายหู ครั้งแรกนั้นรู้จักเพลงนี้จากอัลบั้มเพลงรวมของค่ายBMG...Smooth Jazz In Love เป็นอัลบั้มซีดีคู่ รวม 24 เพลง จำได้ว่าไปซื้อที่ร้านในMBK ตอนนั้นประมาณปี 2545 ไปประชุมแล้วแวะไปเดินช่วงเย็นได้ซีดีมากองหนึ่ง หมดตังค์เกือบเกลี้ยงกระเป๋า.จริงๆผมแอบชอบเสียงของPeabo Brysonตั้งแต่ลุงแกไปร้องเพลง By The Time The Night Is Over ในอัลบั้ม BreathlessของKenny G(ปี 1992 ราวๆปี 2535).

เพลงนี้เป็นผลงานที่ลุงPeabo Brysonไปร้องให้กับอัลบั้มของJim Brickman....Vision Of Love ปี 1998 .ดนตรีอินโทรก็เปิดฉากแบบเพลงรักโรแมนติก เอาทำนองช้าๆมาดึงอารมณ์ให้ออกฉ่ำๆหวานๆก่อน เสียงร้องของลุงแกนั้นผมว่าเนื้อเสียงเต็มสเกลลากเสียงขึ้นลงได้นิ่งได้อารมณ์มาก มืออาชีพจริงๆ ช่วงเนื้อที่ต้องออกเสียงออดอ้อน ลุงก็เอื้อนลากเสียงได้ใจจริงๆ ดนตรีก็ใช้เสียงโปรแกรมกลองซึ่งก็ไม่ขัดอะไรกับเสียงร้อง โดยรวมดนตรีก็เป็นไปตามยุคนั้น ออกเสียงสังเคราะห์มากหน่อย จุดเด่นผมว่าถูกเสียงลุงPeaboเล่นบทพระเอกตั้งแต่ต้นจนจบ สำหรับคนอายุพอๆกับผมคงจะจำดนตรี จำเสียงร้องที่เราชอบฟังกันได้ว่าต้องแบบนี้

สำหรับเนื้อเพลงนั้น....ถ่ายทอดเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่กำลังเริ่มรักครั้งใหม่หลังจากที่เคยช้ำใจกับรักครั้งก่อน จนแทบคิดว่าตัวเองคงไม่มีรักครั้งใหม่ได้แล้ว จนเข้ามาพบเธอคนนี้ คนที่ทำให้เขารู้สึกดีขึ้น ดีขึ้นจนอยากสร้างรักครั้งใหม่กับเธอ นั่นมากพอที่เขาจะมอบหัวใจของเขาให้ เธอคนที่เขาเก็บความรักไว้รอเธอ....ผมว่าหวานดีเหมือนกัน....ถ้าเธอคนไหนได้ยินแบบนี้ ไม่ละลาย ไม่ใจอ่อนก็ให้รู้ไป.ชีวิตคนเรานั้นถ้าเรารู้ว่าความหมายของการมีชีวิตต่อไป คือเพื่อคนที่เรารัก คนที่เราต้องปกป้อง สิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตเรามีคุณค่า มีความหมายมากขึ้น.ผมผ่านช่วงเวลาแห่งความว่างเปล่า ความเคว้งคว้าง เป็นเวลาที่มืดมน จนเมื่อค้นพบว่าการมีชีวิตมีลมหายใจของเรานั้นมีความหมายต่อคนอีกหลายคน ผมรู้ทันทีว่าชีวิตผมไม่ว่างเปล่าแล้ว ชีวิตมันพลิกกลับไปอีกด้านหนึ่ง ไม่รู้ว่ากำลังใจ ความฮึดมาจากไหน ช่วยผลักดันชีวิตให้เดินต่อด้วยความสดชื่นและมีความหวัง...ลองมองดูหน่อยเถอะว่า ถ้าคุณกำลังขาดแรงใจ อาจลองหาแรงฮึดแบบที่ผมทำอยู่

MY HEART BELONG TO YOU
Look at me now
I thought I was near the end
Then you came along
When I needed a friend
And you made me love again

(Chorus)

Somehow you found me
Wrapped your love around me
Now my head's up in the clouds
When I'm around you
I just wanna say, everyday
Thank God I found you
I will move heaven and earth
Give you my heart, for all that its worth
You are mine 'til the end of time
I don't care what we're going through
'Til the end, my heart belongs to you.

You are my heart
You are my everything
The moon and the stars
And the air that I breath
And you gave me strength again

{Repeat Chorus}

You know why I'm love shy
I don't want to hurt anymore
I've been hurt before
And I know I
I'm saving my love for you
I'm gonna keep you safe and warm
I do love you

Now my head's up in the clouds
When I'm around you
I just wanna say, everyday
Thank God I found you
I will move heaven and earth
Give you my heart, for all that its worth
You are mine 'til the end of time
I don't care what we're going through
'Til the end my heart belongs to you

My heart belongs to you.
 





Vision of Love