SoundTrack

Prologue & Spring Rain....Joe Hisaishi('First Love 'OST)

posted on 01 Oct 2011 21:18 by songs4u in SoundTrack
 
 
ปกติผมชอบดูหนังเนื้อหาดีๆ พล็อตเรื่องสวยๆ ภาพสวยๆ และที่ชอบเป็นชีวิตจิตใจเลยคือหนังที่มีเพลงประกอบสวยๆ ผมชอบจะบอกว่าเมื่อหนังสวยทางตาแล้ว หนังที่สวยทางหูนี่ยิ่งเสริมให้การชมหนังภาพยนต์ได้อรรถรสมากขึ้น หลายครั้งที่ผมอึ่งกับเพลงประกอบมากกว่าตัวหนังเอง และอีกหลายครั้งผมก็ฟังเพลงประกอบโดยไม่ได้ดูหนังเลย เรียกได้ว่า ผมให้คะแนนความประทับใจทางหูมากกว่าความประทับใจทางตา......
 
หนึ่งในคนทำสกอร์เพลง ที่ผมไล่ดูประวัติการทำงานแล้วเรียงมาเป็นหน้าๆเป็นตับๆ ไม่ว่าละคร ภาพยนต์ สารคดี หรือมังกา การ์ตูน...ชื่อของ Joe Hisaishi เป็นเบอร์หนึ่งจริงๆในวงการนี้ของญี่ปุ่น ผมชอบความละเมียดละไมในงานของเขา ไม่ว่าดนตรีช้าหรือเร็ว ควบคุมอารมณ์กับธีมของเพลงได้ลื่นมาก ฟังไปๆจบเพลงแล้ว นี่แหละมั้งที่เราเรียกว่า มืออาชีพที่เก๋า....
 
เพลงที่เอามาขึ้นบล็อกในวันต้นเดือนตุลาคมนี้ เป็นเพลงประกอบหนังเรื่อง First Love (Hatsukoi) อัลบั้มนี้ออกมาในปี 2000 ดนตรีอินโทรจากเสียงเปียนโน ตามด้วยไวโอลิน ช้าๆเนิบๆ ทิ้งจังหวะช่องว่างให้อารมณ์ได้ทอดลง กำลังเขียนบล็อกในตอนที่ฟ้าฝนที่บ้านถล่มลงมาอย่างหนัก เสียงฝนหนาเม็ดไม่ขาดสาย เสียงน้ำที่ไหลตกตามรางลินน้ำ...ฟังเสียงฝนทีไร ข้างในใจรู้สึกสดชื่นทุกที
 
 




Theme from "Superman The Movie"

posted on 19 May 2011 13:11 by songs4u in SoundTrack
 
นอกจากการฟังเพลง การดูหนังในโรงหรือเรียกเต็มยศว่า ภาพยนต์ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ฝังในความทรงจำของผมตั้งแต่เด็ก คงเป็นเพราะในช่วงยุคนั้นโทรทัศน์ยังไม่แพร่หลาย จำได้ว่าที่บ้านมักพาไปดูหนัง ส่วนใหญ่เป็นหนังจีนของชอว์บราเดอร์ จำไม่ได้แล้วว่า ซุปเปอร์แมนหนังภาคแรก เป็นผมกับน้องรบเร้าให้พ่อกับแม่พาไปดู ออดอ้อนอยู่หลายครั้ง ความตื่นตาตื่นใจของเด็กวัยหกเจ็ดขวบที่เห็นภาพพระเอกเหาะไปในอากาศได้อย่างเท่ห์ ใบหน้าที่หล่อเหลา กับท่าที่แสนจะเท่ห์ ก็ติดตาตรึงใจเด็กอย่างผมแล้ว ขณะเดียวกับเสียงเพลงประกอบที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่โอ่อ่าแถมเร้าใจเด็กอย่างผม สำหรับเนื้อเรื่องไม่ต้องพูด ยิ่งทำให้เด็กยุคนั้นชอบซุปเปอร์แมนมากๆ.......วันนี้อยู่ๆก็นึกขึ้นมาว่า เขียนบล็อกมาตั้งเยอะ ยังไม่เคยเขียนถึงเพลงประกอบหนังที่เคยดูตอนเด็กเลย ใจหนึ่งก็ยังหวั่นๆว่าจะเขียนดีไหม เพราะมีแต่ความทรงจำ กับทำนองในหัวแบบลางๆ ก็อาศัยเทคโนโลยียุคนี้ ช่วยเข้าไปหาในยูทูบ เปิดฟังดูแล้วหาข้อมูลคนทำเพลง ยอมรับว่าก็เพิ่งรู้ว่า John Williamทำเพลงนี้ด้วย.
ในยุคเด็กของผม ทั้งการ์ตูน ,หนังและละคร ต่างเต็มไปด้วยยุคของพระเอกผู้ผดุงความยุติธรรม ซุปเปอร์แมนเป็นหนึ่งในสัญญลักษณ์นั้นที่ชัดเจน แม้จะถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมจากตะวันตกไปโดยไม่รู้ตัว เป็นวัฒนธรรมและค่านิยมของอเมริกาที่ต้องเป็นพระเอกและผู้ผดุงความยุติธรรม ข้อดีของการอยากเป็นพระเอกนั้นก็คือ พระเอกต้องเสียสละเพื่อคนอื่น ปกป้องคนอ่อนแอ ช่วยเหลือคนดี และพระเอกจะต้องเก่ง เป็นคนดี. ใครอยากเป็นพระเอกก็ต้องฝึกฝนตัวเองและทำตามบันไดของการเป็นพระเอก ทำให้คนเราอยากทำดีต่อกันมากขึ้นและช่วยเหลือกันมากขึ้น ข้อเสียของการเป็นพระเอกก็คือ ใครๆก็อยากเป็นพระเอก ก็เลยต้องแก่งแย่งกัน แข่งกัน ดูแล้วท่าทางจะเหนื่อยกับการเป็นพระเอก เรียกได้ว่าต้องรักษาภาพของพระเอกตลอด24ชั่วโมง...
....ถ้าหากการทำดีกับการเป็นพระเอกไม่จำเป็นต้องมาคู่กันล่ะ เราทำดีก็เพราะอยากทำความดี โดยไม่สนใจว่าจะได้เป็นพระเอกแล้ว เราคงทำดีได้อย่างสบายใจมากขึ้นและขัดใจตัวเองน้อยลง. มีบ่อยครั้งที่เรายังไม่พร้อมที่จะทำดีอย่างหนึ่งแล้วการบังคับตัวเองให้ทำนั้นต้องขัดใจตัวเอง....
....แล้วเราจะยอมรับจุดมืดดำของคนที่แสดงภาพลักษณ์ของพระเอกได้อย่างสะดวกใจขึ้น เพียงเพราะพระเอกก็ยังเป็นคน มีมุมมืดเฉกเช่นคนธรรมดา เราจะไม่ตีความพระเอกว่าคือผ้าขาวสะอาดที่ปราศจากมลทินและไม่มีวันที่จะมีรอยแปดเปื้อน เรายอมรับพระเอกในฐานะคน ในฐานะมนุษย์เช่นเดียวกับเรา มีความรู้สึก มีอารมณ์และบางครั้งก็พร้อมจะหลงผิดหลงทางได้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ
 
 

The Rain (Kikujiro OST).....Joe Hisaishi

posted on 02 Feb 2011 13:10 by songs4u in SoundTrack
 
กะว่าจะเขียนบล็อกตั้งแต่เมื่อวานนี้ คงเป็นความไม่ลงตัวของหลายๆอย่าง ผมก็เลยไม่ได้เขียนอะไรเลยทั้งๆที่มีเพลงที่อยากจะแปะ และมีเรื่องราวที่อยากเขียน ไม่ได้รู้สึกเสียดายและไม่ได้รู้สึกว่าขัดข้องข้างในใจ เพียงเรารับรู้ทุกอย่าง ฟังทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยใจที่รับฟังอย่างแท้จริง ที่เขียนไปแต่แรกว่าไม่ได้รู้สึกอะไรนั้น เป็นความรู้สึกหลังจากได้ฟังเสียงแห่งความเสียดายและเสียงแห่งความขัดข้องใจแล้ว เมื่อผมรับฟังและรับฟังเสียงนั้นแล้ว ก็ไม่เหลืออะไรให้ค้างคาใจ หรือพกพาไปกับใจ ให้วันทั้งวันวุ่นวาย อึดอัดคับข้องไปตามใจของเรา.เมื่อวานนี้ผมก็ปล่อยให้ตัวกับใจ ไหลเลื่อนไปกับสิ่งที่ควรจะเป็น สบายเนื้อสบายตัวดี ไม่แบกอะไรให้หนักใจ.
 
เมื่อวานนี้เป็นอีกวันในฤดูหนาวที่มีฝนพรำลงมาตั้งแต่เช้าตรู่ ผมจำได้ว่าตั้งแต่เข้าหน้าหนาวมาครั้งนี้เป็นครั้งที่สามที่มีฝนพรำลงมา ผมตื่นตอนหกโมงกว่า ฟังเสียงฝนพรำๆที่ฟังแล้วรู้สึกว่าฝนที่ตกนั้นเขากำลังเกรงใจผมอยู่ อากาศหนาวเย็นกว่าเดิมที่คืบคลานเข้ามาในห้องนอน วันก่อนอากาศยังดูอุ่นขึ้นและดูอึดอัด เช้านี้กลับเย็นสบายจนเกือบยะเยือก.....นึกถึงเพลงที่เกี่ยวกับฝน จนมาเปิดเพลงในคอม ช่วงนี้มีเพลงของJoe Hisaishiอยู่หลายอัลบั้ม ที่เกี่ยวกับฝนและฟังแล้วเข้าท่าก็เพลงนี้แหละ....The Rain... สำหรับJoe Hisaishiนั้นลองเข้าไปหาอ่านผลงานของเขาดู มากมายจนเจียระไนไม่หมดตั้งแต่เพลงประกอบการ์ตูน,เพลงประกอบหนัง-ละคร หรืออัลบั้มส่วนตัว.สำหรับเรื่องย่อเข้าไปอ่านได้ที่บล็อกนี้ครับ.....บล็อกคุณพิชญ ในok nation
 
ผมชอบดีไซน์ของเพลงนี้ ที่ใช้ไวโอลินนำเพลง เป็นการใช้เสียงที่ชักคันยาวๆให้เสียงที่ลากดึงอารมณ์ให้ดิ่งลงสู่ความนิ่งความสงบ หากจะมีความเศร้าเหงาปนมาบ้าง ในความรู้สึกของผมก็พอมีกลิ่นจางๆ  มีความนิ่งสงบเป็นธีมหลัก และเพลงยังมีเอกลักษณ์ของJoe Hisaishiอย่างชัดเจน ให้เสียงเปียนโนเข้ามาช่วงรอยต่อของการขยับอารมณ์เพลง  ในช่วงท้ายเพลงนี้นำท่อนหนึ่งของเพลงSummerในอัลบั้มเดียวกันมาแทรกไว้
 
 
 


Suite Intersection Soundtrack....James Newton Howard

posted on 19 Jan 2011 11:40 by songs4u in SoundTrack
 
อยู่ๆก็ได้ยินเสียงฮาร์โมนิก้าจากเพลงประกอบหนังเรื่อง Intersectionดังขึ้นในใจตัวเอง คล้ายๆกับเสียงกระซิบเบาๆที่พูดข้างหู เป็นเสียงเพลงที่คุ้นหู.หนังเรื่องนี้ผมได้เข้าไปนั่งดูในโรงหนังน่าจะเป็นโรงหนังแสงตะวัน ที่เชียงใหม่ ตอนอยู่ประมาณปีสี่ ราวๆปี2537หรือ2538 จำได้คร่าวๆว่าเป็นเรื่องของผู้ชายที่กำลังหย่าจากภรรยาเก่าเพื่อไปแต่งานใหม่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่งโชคร้ายที่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายเกิดการย้อนภาพขึ้น ผมนั่งดิ่มด่ำกับเสียงดนตรีซาวน์แทรคมากกว่าเนื้อเรื่องของหนัง เพราะหนังใช้การเล่าเรื่องแบบย้อนนึกไปเหตุการณ์โน้นเหตุการณ์นี้ ดูแล้วงงนิดๆ ผมเลยสนใจเพลงเสียมากกว่า
 
ผมลองหาเพลงในยูทูบดูก็เจอแค่สองชิ้น ชิ้นแรกเป็นการตัดต่อเอาหลายเพลงมาเชื่อมกันเกือบ 8 นาที ฉากแรกเป็นช่วงท้ายๆของเพลงMain title จังหวะที่เกิดอุบัติเหตุจากนั้นก็นำหลายๆเพลงมาต่อกัน ผมไม่แน่ใจว่าเป็นช่วงท้ายของหนังหรือเปล่า ซึ่งมีเพลงEnd titleเล่นปิดอยู่ เท่าที่จำได้เคยดูเมื่อตอนสมัยโน้น ราวๆปี1995มั้ง เป็นเพลงแบบนี้.ถ้าลองไปหาความหมายของคำว่า"Suite" เท่าที่ลองอ่านคร่าวๆเข้าใจว่าเป็นการนำแต่ละส่วนของเพลงคลาสสิคมาเล่นต่อๆกัน เลือกท่อนที่ชอบใจมาเล่นต่อกัน ถ้าเป็นเพลงสมัยนี้ เราคงเรียกว่า"Mix"....ตามที่ผมเข้าใจเอง
 
ความน่าประทับใจของเพลงอัลบั้มนี้ คือการเลือกเครื่องดนตรีอย่างฮาร์โมนิก้า,เครื่องดนตรีของดนตรีคลาสสิค กับเปียนโนมาเล่นด้วยกันอย่างเข้าขา ที่ผมชอบมากๆคือ เสียงของฮาร์โมนิก้า  เสียงที่ลากทอดยาวๆฟังแล้วให้ึความรู้สึกโดดเดี่ยว ความเศร้ารันทดใจและเจือปนด้วยความเสียดาย.ผมคิดว่าJames Newton Howard เลือกถูกใจผมมากๆที่ดีไซน์เสียงมาทางนี้ และเท่าที่ผมเคยฟังเพลงประกอบหนังมา แทบจะนับครั้งได้ที่ได้ยินเสียงฮาร์โมนิก้าเล่นในเพลง
 
เคยอ่านเจอว่า ภาพที่เห็นในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ณ ลมหายใจสุดท้าย เป็นภาพเหตุการณ์ในชีวิตที่เรายังค้างคาใจอะไรบางอย่างอยู่ อาจเป็นภาระกิจที่เรายังทำไม่สำเร็จ บางทีเป็นเรื่องราวที่เราอยากขอโทษใครบางคน บางทีเป็นภาพความสุขที่เราไขว่คว้ามาทั้งชีวิต แต่ยังเอื้อมไม่ถึง น้อยคนนักที่เปลี่ยนผ่านชีวิตในช่วงท้ายอย่างสงบนิ่ง อย่างไม่ค้างคาใจกับชีวิต เห็นชีวิตที่กำลังเปลี่ยนผ่านเฉกเช่นดักแด้ที่กำลังทะลวงเปลือกออกไปสู่สถานะใหม่
 


Intersection

Memory(Okuribito)....Joe Hisaishi

posted on 12 Jan 2011 17:10 by songs4u in SoundTrack
  autumn
 
 
นั่งคิดทบทวนอีกหลายครั้งว่าควรจะเขียนกระทู้ดีหรือเปล่า กลัวสิ่งที่เขียนจะทำให้หลายคนอาจไม่ชอบใจ ผมเชื่อว่าเกือบทุกคนกำลังเริ่มชีวิตด้วยความรู้สึกของการเริ่มต้นใหม่กับชีวิตใหม่ กับความตั้งใจใหม่ๆ เป็นโอกาสที่สดใสของชีวิต บางครั้งเป็นความตั้งใจที่เปี่ยมล้นด้วยแรงบันดาลใจ ตัวผมเองบางปีก็เป็นเช่นนั้น หากเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงกลางปีบ้างหรือปลายปีบ้าง เมื่อลองให้เวลาตัวเองได้มองสิ่งที่เกิดขึ้นกับความตั้งใจในตอนต้นปีนั้น มีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่เป็นไปตามความตั้งใจและส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวที่ไม่ได้สลักสำคัญกับชีวิตมากนัก เรื่องราวที่สำคัญจริงๆต่อชีวิตกลับถูกเลื่อนถูกผลัดผ่อนออกไปอย่างสบายใจและพูดกับตัวเองว่า...ปีหน้าฉันจะเริ่มทำสิ่งนี้ใหม่อีกและจะไม่จบลงแบบนี้.ปีใหม่กับความตั้งใจใหม่ในสิ่งเดิมๆ.....หากไม่มีปีหน้าแล้วล่ะ เราจะทำอย่างไร
 
ปีนี้ผมโชคดีที่ไปเดินดูแผ่นหนังจากร้านDNAที่โลตัส ลำปาง เดินผ่านตั้งหลายที ไม่เคยสนใจชื่อร้าน.คราวนี้แวะเดินดูแผ่นดีวีดีลดราคาแบบที่เอาหนังวีซีดีห้าเรื่องมายัดใส่แผ่นเดียวกัน ตั้งชื่อเชยมากๆว่า"Value Set"....ผมตั้งใจจะซื้อสามก๊กมาดูมากกว่า แต่มีหนังเรื่องนี้ด้วย.ผมยังได้หนังแผ่นดีๆในราคา 39 บาทมาอีกสามเรื่อง.ผมนั่งดูหนังเรื่องนี้เมื่อวันที่2ตอนเย็นก่อนจะออกไปอยู่เวรตอนสองทุ่ม.นั่งดูนอนดูและทานมื้อเย็นพร้อมๆกันไปเลย
 
หนังวางโครงเรื่องได้ละเมียดละไม และให้เราซึมซับความหมายของชื่อหนัง"Departure"จากเนื้อเรื่อง......ความหมายของ"Departure"คือการออกเดินทาง.ในความหมายของชีวิตที่ไม่ได้เพียงชีวิตเดียวชาติเดียว เรายังเดินทางไปสู่ภพหน้า เรายังเดินทางไปยังสถานที่อื่นหลังจากหมดวาระบนโลกใบนี้.สำหรับเนื้อหาของหนังคงมีคนเขียนวิจารณ์ไว้พอสมควรเพราะดีกรีหนังได้รางวัล ลองเข้าไปในอ่านในนี้ดูได้. แต่ในมุมมองของคนฟังเพลงประกอบอย่างผม ผมชอบธีมของเพลงที่เลือกใช้ทั้งไวโอลินและเชลโล ในการเล่น ได้อารมณ์และความรู้สึกของความห่วงหาอาลัยได้เยี่ยมแบบเต็มเม็ด.เพลงนี้...Memory(Okuribito)เป็นผลงานของนักดนตรีญี่ปุ่นที่ผมชอบคือ  Joe Hisaishi เป็นฉากที่พระเอกกลับมาที่บ้านเกิดมานั่งเล่นเชลโลในห้องที่ตัวเองเคยเล่นตอนเด็กแล้วในใจตัวเองกลับมีภาพของวัยเด็กและครอบครัว อันเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข .เพลงนี้ทำให้ผมชอบเชลโลและตกหลุมรักเชลโลมากขึ้นอีก ลองฟังเพลงนี้แล้วดูว่าในใจของเราฉายภาพความสุขอะไรให้เราได้เจอบ้าง บางทีเราจะพบภาพที่เราหลงลืมไว้ในใจเราตั้งนานแล้วก็ได้
 
"......Because we don't know when we will die, we get to think of life as an inexhaustible well. And yet everything happens only a certain number of times, and a very small number really. "
 
                                                                ..........from Paul Bowles' book The Sheltering Sky
 
 
 




Departure